logo_head

ntk02

ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคีตวรรณกรรม,

ศิลปินรางวัลชนะเลิศพระราชทาน,

ผู้ประพฤติีดีและบำเพ็ญประโยชน์ดีเด่นแห่งชาติ

และที่ปรึกษาฯ กระทรวงวัฒนธรรม

fl01 ความหมายและความเป็นมาของ

“คีตวรรณกรรม” และ กองทุนคีตวรรณกรรม

ในปี พ.ศ. ๒๕๒๙  ได้มีการรวมกลุ่มกันของคณะนักศึกษาวิชาเอกภาษาไทย และ ภาษา ตะวันออก  คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยมี นายสมปอง พรหมเปี่ยม (ปัจจุบัน คือ นายณัฏฐกฤษฏิ์(ธนกฤต) อกนิษฐ์ธาดา) เป็นหัวหน้ากลุ่ม และเป็นผู้ บัญญัติคำ คีตวรรณกรรม ขึ้น เพื่อใช้เป็นชื่อกลุ่ม  โดยนำคำ ‘คีตะ’ และ ‘วรรณกรรม’  มาสมาสกัน  ให้นิยามไว้เป็น  ๒ นัยยะสำคัญคือ

๑. ท่วงทำนองของวรรณกรรม  เช่น การอ่าน  การขับ  การร้อง  การเห่  การสวด  การแหล่  การเทศน์ การพากย์  หรือท่วงทำนองใดก็ตาม ที่นำมาใช้ประกอบงานวรรณกรรม นับตั้งแต่โบราณจนถึงอนาคต  แม้เพลงลูกทุ่งเพลงสตริงที่กำลังโด่งดังในปัจจุบันก็ถือเป็น คีตวรรณกรรม  เพราะมีทำนองที่นำมาร้องกับเนื้อเพลงที่ถือเป็นงานวรรณกรรม แม้เพลง ประกอบภาพยนตร์ก็ถือเป็นงานคีตวรรณกรรม  เพราะบทภาพยนตร์ ถือเป็นงานวรรณกรรม 

๒. วรรณกรรมที่มีท่วงทำนอง ได้แก่  งานวรรณกรรมทุกประเภทที่สามารถนำมาขับขานเป็น ทำนอง  หรือใช้เป็นตัวหลักให้มีทำนองดนตรีมาประกอบ เช่น เรื่องขุนช้างขุนแผน ใช้ขับ เสภา กาพย์เห่เรือใช้สำหรับเห่เรือ กาพย์พระไชยสุริยาใช้สำหรับสวดโอ้เอ้วิหารราย บทละคร-บทภาพยนตร์ที่ต้องใช้ดนตรีประกอบ  เป็นต้น

 

เมื่อบัญญัติศัพท์  คีตวรรณกรรม  ขึ้นเป็นครั้งแรกในวงการภาษาไทยแล้ว   นายสมปอง ได้เป็นผู้นำกลุ่มเพื่อนนักศึกษาประมาณ ๑๐ คน  ช่วยกันทำกิจกรรมเผยแพร่คีตวรรณกรรม ตามแนวนิยามข้างต้นด้วยการทำสื่อแถบเสียงออกจำหน่ายได้รับความนิยมนำไปใช้ในการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยตามสถาบันต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นการจุดประกายให้มหาวิทยาลัย ศิลปากรตระหนักถึงความสำคัญ จนกระทั่งได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการการสอนภาษาไทยแนวคีตวรรณกรรม ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. ๒๕๓๐  ครู-อาจารย์  ผู้สอนภาษาไทย จากหลายสถาบันทั่วประเทศได้มีโอกาสมาขับขานเอ่ยเอื้อนท่วงทำนองของไทยโบราณหลากหลายทำนองร่วมกันในที่ประชุม  เช่น ทำนองเสนาะ  เสภา  เห่เรือ  เพลงไทย  สวดโอ้เอ้วิหารราย เห่กล่อมพระบรรทม ฯลฯ  การจัดประชุมในลักษณะนี้กับครู - อาจารย์ทั่วประเทศไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จึงนับได้ว่าการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ การสอนภาษาไทย แนวคีตวรรณกรรม เป็นการริเริ่มสร้างบรรทัดฐานการศึกษาวรรณคดีตามแนวที่โบราณจารย์ได้สร้างสรรค์ไว้  เป็นการรื้อฟื้นภูมิปัญญาของบรรพชนด้านคีตศิลป์ ที่สัมพันธ์กับงาน วรรณกรรม  นำมาปรับใช้กับการเรียนการสอนภาษาไทย โดยเฉพาะวรรณคดีไทย  เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งเข้าถึงอรรถรสของวรรณคดีอย่างได้ผลมากกว่าการ อ่านในใจธรรมดา

ต่อมา พ.ศ. ๒๕๓๒  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญขออนุญาตจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการคีตวรรณกรรมขึ้นอีกวาระหนึ่ง นับเป็นครั้งที่ ๒ โดยครั้งนี้  ได้รับ พระมหากรุณาธิคุณให้เป็นโครงการในพระราชานุเคราะห์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  โดยมีกลุ่มคีตวรรณกรรมเป็นแกนนำในด้าน วิชาการ  และในปี พ.ศ. ๒๕๓๔  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยังได้จัดอบรมเพื่อฝึกฝนให้ผู้เข้ารับการอบรมเกิดทักษะอย่างจริงจังมากขึ้น  มีการฝึกปฏิบัติการอย่างเข้มข้นมากขึ้นกว่าการประชุม เชิงปฏิบัติการ ๒  ครั้งที่เคยจัดมา

ปัจจุบัน คำศัพท์ “คีตวรรณกรรม” และกิจกรรม ที่คณะนักศึกษากลุ่มคีตวรรณกรรมได้ริเริ่มไว้ในอดีต ได้แพร่หลายกระจายไปสู่แวดวงการศึกษาและ ศิลปวัฒนธรรมกว้างขวางมากขึ้น โดยมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งนำไปบรรจุเป็นชื่อรายวิชาในหลักสูตรของสถาบันหรือเป็นชื่องานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์เป็นจำนวนมาก นับได้ว่าการริเริ่มของนักศึกษากลุ่มคีตวรรณกรรม เมื่อกว่า ๒๐ ปี ที่ผ่านมา ก่อเกิดอานิสงส์สืบเนื่องมาถึงปัจจุบันอย่างสำคัญยิ่ง

บัดนี้ กลุ่มคีตวรรณกรรมได้พัฒนาองค์กรขึ้นเป็นกองทุนคีตวรรณกรรม โดยมีภารกิจเพื่อสืบสานวัฒนธรรมทางภาษาของชาติ ในรูปแบบของการจัดกิจกรรมอบรมครู และนักเรียนสัญจร ไปทั่วประเทศ และการจัดทำสื่อเพื่อเสริมประสิทธิภาพการเรียนการสอนภาษาไทย

บทส่งท้าย

กองทุนคีตวรรณกรรม แม้เป็นเพียงองค์กรภาคประชาชนมิได้สังกัดภาคส่วนราชการ  แต่ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจากองค์กรภาครัฐและเอกชน รวมทั้งบรรดาครู-อาจารย์ผู้รัก วัฒนธรรมไทยหลายท่านได้ร่วมมือร่วมใจและเปิดโอกาสให้กองทุนฯ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการต่าง ๆ  ที่ทางราชการและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ทั่วประเทศเป็นผู้จัดขึ้น อาทิ โครงการรักการอ่าน เป็นต้น

line01

ที่อยู่คีตวรรณกรรม